การขนส่งแบบ Break Bulk มักใช้กับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมหนัก ซึ่งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความสูญเสียมูลค่ามหาศาล
1. ความเสี่ยงสูงจากการยกขนสินค้า (Loading & Unloading Risk)
สินค้า Break Bulk ไม่ได้อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ปกป้องมิดชิด แต่ต้องใช้เครนยกชิ้นต่อชิ้น โอกาสที่จะเกิดการ “กระแทก” “ตกหล่น” หรือ “ความเสียหายระหว่างยก” มีสูงมาก ประกันภัยจะเข้ามาคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนที่เปราะบางที่สุดนี้
2. ความซับซ้อนในการจัดวางและยึดตึง (Lashing & Securing)
สินค้าที่มีรูปร่างแปลกประหลาดและน้ำหนักมาก หากการยึดตึง (Lashing) ไม่แน่นหนาพอ เมื่อเรือเจอคลื่นลมแรง สินค้าอาจไถลไปกระแทกตัวเรือหรือสินค้าชิ้นอื่นจนพังเสียหาย ประกันภัยช่วยแบกรับความเสี่ยงในกรณีที่การคำนวณหรือการยึดตึงเกิดความผิดพลาดจากเหตุสุดวิสัย
3. การสัมผัสกับสภาพอากาศโดยตรง (Exposure to Elements)
สินค้า Break Bulk บางชนิดอาจถูกจัดวางไว้บนดาดฟ้าเรือ (On Deck) ทำให้ต้องเผชิญกับ ไอเค็มจากทะเล น้ำฝน หรือแสงแดด ตลอดการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้เกิดสนิมหรือความเสื่อมสภาพ ประกันภัยประเภทที่ครอบคลุมความเสี่ยงภัยทุกชนิด (All Risks) จึงจำเป็นอย่างมากสำหรับสินค้าประเภทนี้
4. มูลค่าสินค้าต่อชิ้นที่สูงมาก (High Concentration of Value)
สินค้า Break Bulk มักเป็นเครื่องจักรเฉพาะทางหรืออุปกรณ์ที่ผลิตมาเพื่อโครงการใดโครงการหนึ่ง (Custom-made) หากเสียหายไป ชิ้นส่วนเหล่านั้นอาจหาทดแทนไม่ได้ในเวลาอันสั้น ประกันภัยไม่เพียงแต่ชดเชยค่าสินค้า แต่ยังช่วยบรรเทาผลกระทบทางการเงินที่เกิดจากความล่าช้าได้ด้วย
ทำไมผู้ประกอบการจึง “ต้อง” ทำประกันประเภทนี้?
- ป้องกันความล้มเหลวของโครงการ: หากเครื่องจักรหลักของโรงงานเสียหายระหว่างขนส่ง ประกันภัยจะช่วยจัดการค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือสั่งผลิตใหม่ให้เร็วที่สุด
- คุ้มครองตามหลัก General Average: เช่นเดียวกับเรือทุกประเภท หากเกิดเหตุฉุกเฉินกลางทะเลที่ต้องสละทรัพย์สินเพื่อรักษาเรือ เจ้าของสินค้า Break Bulk ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเฉลี่ยนั้นด้วย
- เงื่อนไขสัญญาการค้า (Incoterms): ในการซื้อขายเครื่องจักรหนัก สัญญาดังกล่าวมักบังคับให้ต้องมีการทำประกันภัยที่ครอบคลุมถึงจุดหมายปลายทาง
“สินค้า Break Bulk คือหัวใจของโครงสร้างพื้นฐาน การประกันภัยจึงไม่ใช่แค่การคุ้มครองทรัพย์สิน แต่คือการประกันความสำเร็จของโครงการ”

