การทำประกันภัยเรือบาจไม่ใช่แค่การคุ้มครองตัวเรือ แต่คือการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์และข้อจำกัดทางเทคนิคของตัวเรือเอง

1. ความเสี่ยงจากการล่มและจม (Sinking & Capsizing)
เรือบาจมีลักษณะแบนและมีระยะพ้นน้ำ (Freeboard) ค่อนข้างต่ำ เมื่อบรรทุกสินค้าหนัก เช่น ทรายหรือถ่านหิน หากเกิดพายุฉับพลัน หรือการกระจายน้ำหนักสินค้าไม่สมดุลขณะโหลด (Loading Error) เรือมีโอกาสจมหรือตะแคงได้ง่ายกว่าเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ประกันภัยจะช่วยคุ้มครองทั้งตัวเรือและค่าใช้จ่ายในการกู้เรือที่สูงลิ่ว

2. อุบัติเหตุในแม่น้ำและทางน้ำแคบ (River Navigation Risks)
การเดินเรือในแม่น้ำมีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่น:

  • กระแสน้ำเชี่ยว: โดยเฉพาะช่วงฤดูน้ำหลากที่อาจทำให้เรือบาจเสียการทรงตัว
  • การชนตอหม้อสะพาน: หนึ่งในอุบัติเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อโครงสร้างสาธารณะ
  • การเกยตื้น: ในช่วงหน้าแล้งที่ระดับน้ำต่ำ ประกันภัยจะช่วยดูแลค่าความเสียหายจากการกระแทกหรือท้องเรือทะลุ

3. ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third-Party Liability)
เนื่องจากเรือบาจต้องถูกลากจูง หากสายลากจูงขาดหรือเรือบาจหลุดจากการควบคุมจนไปชนกับเรือลำอื่น ท่าเรือ หรือบ้านเรือนริมน้ำ เจ้าของเรือบาจต้องร่วมรับผิดชอบ ประกันภัยประเภทความรับผิดจะช่วยจ่ายค่าสินไหมทดแทนเหล่านี้แทนคุณ

4. ความเสี่ยงจากการพึ่งพาเรือลากจูง (Towing Risks)
ความปลอดภัยของเรือบาจผูกติดอยู่กับประสิทธิภาพของเรือลากจูง หากเรือลากจูงเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกลางกระแสน้ำเชี่ยว เรือบาจจะกลายเป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่ไร้ทิศทางทันที ประกันภัยที่ครอบคลุมการลากจูง (Towing Coverage) จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมาก

ใครบ้างที่ควรทำประกันภัยประเภทนี้?

  • เจ้าของเรือ (Ship Owner): เพื่อคุ้มครองทรัพย์สิน (ตัวเรือ) และค่าใช้จ่ายในการกู้ซาก
  • ผู้เช่าเรือ (Charterer): เพื่อคุ้มครองความรับผิดตามสัญญาหากทำเรือของผู้อื่นเสียหาย
  • เจ้าของสินค้า (Cargo Owner): แม้ตัวเรือจะมีประกัน แต่การทำประกันสินค้า (Marine Cargo) ควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้มั่นใจว่าหากเรือจม สินค้าของคุณจะได้รับชดเชยเต็มมูลค่า

“เรือบาจอาจไม่มีเครื่องยนต์เป็นของตัวเอง แต่ความรับผิดชอบของเจ้าของเรือนั้นขับเคลื่อนด้วยมูลค่ามหาศาล”